1. กำเนิดโลก
1.1 สมมติฐานเนบิวลาร์
1.1 สมมติฐานเนบิวลาร์
สมมุติฐานเนบิวลาร์ (Nebular Hypothesis) เป็นสมมุติฐานที่ถูกตั้งโดยนักปรัชญาชาวเยอรมัน
Immanuel Kant ในปี ค.ศ. 1755 ในงานเขียนเรื่อง Allgemeine
Naturgeschichte und Theorie des Himmels หรือในชื่อภาษาอังกฤษ Universal
Natural History and Theory of the Heavens โดยสมมุติฐานนี้ได้กล่าวว่าโลก
รวมถึงดาวเคราะห์ในระบบสุริยะจักวาล เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มก๊าซ และสสารจำนวนมากรอบดวงอาทิตย์
สสารเหล่านี้ได้รวมตัวกันและมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นพร้อมกับร้อนขึ้นตามลำดับจนกลายเป็นดวงไฟ และเย็นตัวในเวลาต่อมา เกิดการแบ่งชั้นของโลก
ของแข็งกลายเป็นเปลือกโลก ก๊าซกลายเป็น ชั้นบรรยากาศห่อหุ้มโลกไว้
สมมุติฐานนี้ได้ถูกพิสูจน์โดยนักวิทยาศาสตร์หลายท่าน
และองค์ความรู้ในยุคใหม่ว่ามีความเป็นไปได้มากที่สุด

1
ธรณีภาค
1.2
สมมุติฐานพลาเนตติซิมัล
สมมุติฐานพลาเนตติซิมัล
(Planetesimal Hypothesis) ถูกตั้งขึ้นในปี
ค.ศ. 1905 โดยนักวิทยาศาสตร์ 2 ท่าน คือ Thomas Chamberlin นักธรณีวิทยา
และ Forest Moulton นักดาราศาสตร์
สมมติฐานนี้ได้กล่าวว่า มีดาวดวงหนึ่งโคจรผ่านดวงอาทิตย์ในระยะที่ใกล้พอที่แรงดึงดูดของมันจะดึงดูดส่วนหนึ่งของดวงอาทิตย์ให้แยกตัวออกมา
ซึ่งชิ้นส่วนที่ดึงดูดออกมานี้ได้รวมตัวกันและเย็นตัว
กลายเป็นดาวเคราะห์ในวงโคจรของระบบสุริยะ และกลายเป็นโลกในกาลต่อมา
สมมุติฐานนี้อายุของโลกจึงน้อยกว่าดวงอาทิตย์ อย่างไรก็ตามทฤษฎีนี้ได้เกิดข้อถกเถียง
และมีผู้โต้แย้งหลายท่าน เช่น ในปี ค.ศ. 1917
James Jeans ได้กล่าวว่า
ดาวที่เดินทางผ่านดวงอาทิตย์จะต้องอยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์มาก
และควรจะถูกดวงอาทิตย์ดึงดูดเข้าไปมากกว่า ซึ่งถ้าไกลเกินไปกว่านั้น
สิ่งที่ถูกดึงดูดออกจากดวงอาทิตย์ได้จะมีเพียงพวยก๊าซ (solar prominences) เท่านั้น นอกจากนั้น Lyman Spitzer ได้เสนองานวิจัยในปี
ค.ศ. 1939 ว่าหากมีการดึงดูดชิ้นส่วนของดวงอาทิตย์ออกมาจริง
สิ่งนั้นจะกระจายออกมากกว่าควบแน่น
แต่ถึงแม้สมมุติฐานพลาเนตติซิมัลจะมีข้อโต้แย้งหลายประการ และไม่ได้รับการยอมรับแล้วในปัจจุบัน
เรายังจัดให้สมมุติฐานนี้เป็นทฤษฎียุคใหม่เกี่ยวกับการกำเนิดโลกที่สำคัญ
2. ลักษณะการโคจรของโลก
โลกหมุนมีระยะทางห่างจากดวงอาทิตย์ประมาณ
149.6 × 106 กิโลเมตร
วงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์นั้นเป็นวงรีเล็กน้อย
ระยะทางที่ห่างจากดวงอาทิตย์ในคาบโคจรของโลกที่ไกลที่สุดคือ 152.1 × 106 กิโลเมตร
ระยะทางการโคจรของโลกและดวงอาทิตย์ที่ห่างจากดวงอาทิตย์ในคาบโคจรที่ใกล้ที่สุดคือ
147.1 × 106 กิโลเมตร แกนของโลกเอียงทำมุมกับดวงอาทิตย์โดยประมาณ 23 องศา 26 ลิปดา การเอียงของแกนโลกทำให้ปริมาณรังสีจากดวงอาทิตย์ที่โลกได้รับในพื้นที่ ต่างๆ แตกต่างกันเกิดเป็นฤดูกาลต่างขึ้นในคาบ 1 ปี
อย่างไรก็ตาม แกนของโลกไม่ได้อยู่นิ่งอยู่ตลอดกาล แต่มีการขยับขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา
ปัจจุบันโลกกำลังอยู่ในคาบของการลดลงของมุมระหว่างดวงอาทิตย์โดยมีอัตราการลดประมาณ 0.475 ลิปดา
ในทุกๆ ปี จนกว่ามุมดังกล่าวนี้จะลดลงจนทำมุมเหลือ 22 องศา 6 ลิปดา
แกนของโลกจึงเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นจนหยุดที่ 24 องศา 2 ลิปดา
และเริ่มลดลงอีกครั้งเป็นวัฏจักร คาบการเปลี่ยนแปลงของแกนโลกนี้ 1
คาบกินระยะเวลาประมาณ 41,000 ปี การเปลี่ยนแปลงมุมของโลกกับดวงอาทิตย์นี้มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ของโลกในระยะยาว
และมีความสัมพันธ์กับการเกิดยุคน้ำแข็ง

3. สัณฐานของ และลักษณะทั่วไปของโลก
โลกเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 3 มีบริวาร 1 ดวง คือดวงจันทร์ มีมวลประมาณ 5.97 × 1024 กิโลกรัม มากเป็นลำดับที่ 5
ของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะจักรวาล ความหนาแน่นรวมของโลกเฉลี่ย 5,514
กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร มากเป็นลำดับที่ 1
จึงถือว่าโลกเป็นดาวที่มีความหนาแน่นมากที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ
มีค่าความโน้มถ่วง 9.8 เมตร/วินาที2 มากเป็นลำดับที่ 3
ค่าความเร็วหลุดพ้น 11.2 กิโลเมตร/วินาที มากเป็นลำดับที่ 5
โคจรหมุนรอบตัวเองใช้เวลาเฉลี่ย 23.9 ชั่วโมง ใช้เวลาเป็นลำดับที่ 3
อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 149.6 × 106 กิโลเมตร ระยะทางที่ห่างจากดวงอาทิตย์ในคาบโคจรที่ไกลที่สุดคือ 152.1
× 106 กิโลเมตร ระยะทางที่ห่างจากดวงอาทิตย์ในคาบโคจรที่ใกล้ที่สุดคือ
147.1 × 106 กิโลเมตร โคจรรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 365.2 วัน
ด้วยความเร็ว 29.8 กิโลเมตร/วินาที
โลกมีสัณฐานที่ไม่ได้กลมโดยสมบูรณ์แต่มีลักษณะเกือบกลม กล่าวคือมีลักษณะป่องตรงกลางเหมือนผลส้ม
ดังจะเห็นได้จากเส้นรอบโลกถ้าวัดที่เส้นศูนย์สูตรโลกจะยาวมีความยาว 12,755
กิโลเมตร ส่วนเส้นผ่านศูนย์กลางแนวตั้งหรือเส้นที่วัดผ่านขั้วโลก จะยาว 12,711
กิโลเมตร ดังนั้นเส้นรอบโลกถ้าวัดที่เส้นศูนย์สูตรจึงยาวกว่า อยู่ 44 กิโลเมตร
การป่องออกตรงกลางของโลกนั้นเป็นผลโดยตรงจากการหมุนรอบตัวเอง ผิวของโลกนั้นไม่ได้มีความราบเรียบเท่ากันทั้งหมด
จุดที่ลึกที่สุดของโลกอยู่ที่ ร่องลึกมาเรียนา (Mariana Trench) โดยมีความลึกประมาณ 11 กิโลเมตร
จุดที่สูงที่สุดเมื่อวัดจากระดับน้ำทะเลปานกลางอยู่ที่ ยอดเขาเอเวอเรส (Mount
Everest) สูง 8.9 กิโลเมตร

ในการระบุตำแหน่งบนพื้นโลกของสถานที่ต่างๆ
นั้นนักภูมิศาสตร์ได้สร้างเส้นสมมุติขึ้นเพื่อความสะดวกและแม่นยำในอ้างอิงซึ่งประกอบไปด้วย
1
เส้นศูนย์สูตร
เส้นศูนย์สูตร (Equator) คือเส้นที่ลากผ่านกลางโลกและแบ่งโลกออกเป็น
2 ซีกเท่าๆ กัน คือ เหนือและใต้ เส้นศูนย์สูตรมีความยาวประมาณ 40,075
กิโลเมตร
2 เส้นละติจูด
เส้นละติจูด (latitude) หรือเส้นรุ้ง
คือเส้นสมมุติที่ใช้ระบุพิกัดตำแหน่งบนพื้นโลกโดยการวัดจากจุดศูนย์กลางของโลกเป็นองศา เริ่มต้น 0
องศาที่เส้นศูนย์สูตร ขึ้นไปทางขั้วเหนือและใต้ของโลก ค่าละติจูดจังมี 2 ฝั่งคือ 0 - 90 องศาเหนือ และ 0 - 90 องศาใต้ เส้นสมมุติ 66.57
องศาเหนือ เรียกว่าเส้นอาร์คติคเซอร์เคิล (Arctic Circle) เส้นสมมุติ
23.43 องศาเหนือ เรียกว่าเส้น ทรอปิคออฟแคนเซอร์ (Tropic of Cancer) เส้นสมมุติ 66.57 องศาใต้
เรียกว่าเส้น แอนตาร์คติคเซอร์เคิล (Antarctic
Circle) เส้น 23.43 องศาใต้เรียกว่าเส้น ทรอปิคออฟแคปปริคอร์น (Tropic
of Capricorn)
3 เส้นเมริเดียนแรก
เส้นเมริเดียนแรก (Prime meridian) คือเส้นสมมุติที่กำหนดขึ้นมาสำหรับอ้างอิงจุดเริ่มต้นของเส้นลองจิจูด โดยกำหนดจุดจุดหนึ่ง ณ. กรีนิช ประเทศอังกฤษเป็นจุดเริ่มต้น 0 องศาในการวัดมุมไปทางตะวันออก
และตะวันตกสำหรับกำหนดค่าลองจิจูด
4 เส้นลองจิจูด
เส้นลองจิจูด (longitude) หรือเส้นแวง
คือเส้นสมมุติที่ใช้ระบุพิกัดต
าแหน่งบนพื้นโลกโดยการวัดจากจุดศูนย์กลางของโลกและเริ่มต้น 0 องศาที่เส้นเมริเดียนแรกดังภาพที่
3.6 ทิศทางของเส้นลองจิจูดจะวัดไปทางทิศตะวันออก และทิศตะวันตกฝั่งละ 180 องศา ทำให้ค่าลองจิจูดมี 2 ฝั่งคือ 0 – 180 องศาตะวันออก และ 0 – 180 องศาตะวันตก
4. การหาองค์ประกอบของโลก
การหาองค์ประกอบของโลกนั้น
ไม่สามารถตรวจได้ในทางตรงโดยการขุดลงไป จุดที่ลึกที่สุดในโลกที่มนุษย์สามารถสำรวจได้คือ
12.26 กิโลเมตร โดยเป็นหลุมจากโครงการ Kola
Superdeep Borehole ดำเนินการในปี ค.ศ. 1970 โดยสหภาพโซเวียต
(รัสเซียในปัจจุบัน) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบความลึกของหลุม 12.62 กิโลเมตร
กับความหนาของแผ่นเปลือกโลกบริเวณนั้นซึ่งมีความหนาประมาณ 35 กิโลเมตร หลุมนี้จึงมีความลึกเพียง
1 ใน 3 และเมื่อเทียบกับความหนาของเนื้อโลกถือว่ายังห่างไกลจากการศึกษาองค์ประกอบของโลกอีกมาก
ถึงแม้การหาองค์ประกอบของโลกจะไม่สามารถกระทำได้โดยตรงนั้น แต่การศึกษานี้สามารถทำได้โดยนักธรณีฟิสิกส์ โดยใช้คลื่นไหวสะเทือน (Seismic wave) หลักการคือเมื่อเกิดแผ่นดินไหวขึ้นนั้น
การแตกหักของหินใต้โลกจะส่งพลังงานออกมาในรูปคลื่น 2 ชนิด ได้แก่ คลื่นปฐมภูมิ (P
wave) และ คลื่นทุติยภูมิ (S wave) คลื่นทั้ง
2
ชนิดนี้จะเดินทางผ่านเนื้อโลกและถูกตรวจจับได้โดยสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวที่ตั้งตามจุดต่างๆ
ของโลก รายละเอียดของคลื่นทั้ง 2 ชนิดมีดังนี้
1 คลื่นปฐมภูมิ
คลื่นปฐมภูมิ (P wave) เป็นคลื่นไหวสะเทือนที่มีลักษณะการเคลื่อนที่แบบอัดและขยายลักษณะดังภาพ โดยอนุภาคภาคที่เป็นตัวกลางสามารถเป็นได้ทั้งของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ
เมื่อเกิดแผ่นดินไหวเกิดขึ้น คลื่นปฐมภูมิจะเป็นคลื่นชนิดแรกที่สถานีแผ่นดินไหวตรวจวัดได้ คลื่นปฐมภูมิมีความเร็วในการเคลื่อนที่ประมาณ
6-7 km/วินาที
ขึ้นอยู่กับตัวกลางโดยจะเคลื่อนที่เร็วที่สุดในตัวกลางที่เป็นของแข็ง

2
คลื่นทุติยภูมิ
คลื่นทุติยภูมิ (S wave) เป็นคลื่นไหวสะเทือนที่มีการเคลื่อนที่ในลักษณะตามขวางตั้งฉากลักษณะคล้ายการเลื้อยของงู
กับทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่นลักษณะดังภาพ คลื่นไหว สะเทือนชนิดนี้สามารถเคลื่อนที่ผ่านได้เฉพาะตัวกลางที่เป็นของแข็งเท่านั้น
ไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่เป็นของเหลว
ความเร็วในการเคลื่อนที่ของคลื่นชนิดนี้คือ 3-4 km/วินาที ยิ่งวัตถุตัวกลางมีความหนาแน่นมากเท่าไหร่
ความเร็วในการเคลื่อนที่ก็จะมากขึ้นเท่านั้น

💢รับชมวิดีโอเพิ่มเติมเกี่ยวกับการหาองค์ประกอบของโลก💢
👇👇👇👇
3
การเดินทางของคลื่นไหวสะเทือนผ่านตัวกลางต่างชนิด
หลังเกิดแผ่นดินไหวนั้น
คลื่นไหวสะเทือนจะเดินทางออกจากแหล่งศูนย์กลางการเกิดและเดินทางเข้าสู่เนื้อโลก
ผ่านโลกและจบที่พื้นผิวโลก ข้อมูลคลื่นไหวะสะเทือนต่างๆ นั้นสามารถตรวจจับได้จากเครื่องตรวจวัดแผ่นดินไหวที่สถานีตั้งอยู่จุดต่างๆ
ทั่วโลก ในกรณีที่เนื้อของโลกเป็นวัตถุที่เป็นเนื้อเดียวกันหมดไม่มีการเปลี่ยนแปลงความหนาแน่น
หรือชนิดของตัวกลาง คลื่นจะเดินทางเป็นเส้นตรงโดยไม่เปลี่ยนแปลงความเร็วหรือทิศทางดังภาพ A. และหากเนื้อของโลกเป็นของแข็งทั้งหมด
คลื่นไหวสะเทือนที่ตรวจจับได้จากสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวจะต้องตรวจวัดได้ทั้งคลื่นปฐมภูมิ
และคลื่นทุติยภูมิ แต่จากการศึกษาของนักธรณีฟิสิกส์พบว่า
พฤติกรรมของคลื่นไหวสะเทือนเมื่อเดินทางผ่านเนื้อโลกจะมีความเร็วและทิศทางเบี่ยงเบนไปดังภาพ B. นั่นแสดงว่ามันจะต้องเดินทางผ่านตัวกลางที่มีความหนาแน่นไม่เท่ากัน
นอกจากนั้นนักธรณีฟิสิกส์ยังพบว่า หลายๆ สถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวไม่สามารถตรวจจับคลื่นไหวสะเทือนประเภทคลื่นทุติยภูมิได้
ซึ่งโดยพฤติกรรมแล้วคลื่นชนิดนี้จะไม่สามารถเดินทางผ่านตัวกลางประเภทของเหลวได้
การค้นพบนี้บ่งชี้ว่าในเนื้อโลกนั้นมีชั้นหนึ่งที่มีสถานะที่เปลี่ยนแปลงไปจากของแข็งเป็นของเหลว
บริเวณที่สถานีไม่สามารถตรวจจับคลื่นทุติยภูมิได้นั้นเราเรียกว่า เขตอับสัญญาณ (Shadow zone) โดยจะเป็นมุมตั้งแต่ 103
องศา ขึ้นไปวัดจากศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหว

5. องค์ประกอบของโลกเมื่อแบ่งตามลักษณะทางกายภาพ
การแบ่งชั้นของโลกตามลักษณะทางกายภาพคือการแบ่งชั้นของโลกโดยใช้การเดินทางของคลื่นไหวสะเทือนเป็นตัวกำหนด
ความเร็วของคลื่นไหวสะเทือนจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อเดินทางผ่านชั้นของโลกที่มีความหนาแน่นและลักษณะทางกายภาพเปลี่ยนไป
โดยสามารถแบ่งได้เป็นชั้นต่างๆ ดังนี้
ธรณีภาค
(Lithosphere) คือ แผ่นเปลือกโลกที่อยู่นอกสุด ประกอบด้วยเปลือกโลกทวีป (Continental
crust) และ เปลือกโลกมหาสมุทร (Oceanic crust) คลื่นไหวสะเทือนจะเดินทางได้ทั้งคลื่นปฐมภูมิ และคลื่นทุติยภูมิ
เมื่อคลื่นเดินทางลึกลงไปใต้โลกจะเพิ่มความเร็วขึ้นและเมื่อถึงจุดหนึ่งความเร็วคลื่นจะตกลงอย่างรวดเร็วดังภาพที่
3.12 จุดที่ความเร็วตกลงอย่างรวดเร็วนี้คือจุดที่เราเรียกว่า แนวแบ่งเขตโมโฮโลวิช
(Mohorovicic discontinuity) หรือเรียกสั้นๆ ว่าจุดโมโฮ
จุดที่ความเร็วของคลื่นไหวสะเทือนตกลงอย่างรวดเร็วนี้ถือว่าเป็นเส้นแบ่งของเนื้อโลกในส่วนของ
ธรณีภาค และฐานธรณีภาค
2 ฐานธรณีภาค
ฐานธรณีภาค
(Asthenosphere) หลังจากที่คลื่นไหวสะเทือนเดินทางผ่านจุดโมโฮและมีความเร็วลดลงอย่างรวดเร็วนั้น
เมื่อคลื่นเดินทางลึกลงไปจะเพิ่มความเร็วขึ้นอีกครั้งดังภาพที่ 3.12 ความเร็วที่เพิ่มขึ้นในระยะแรกจะมีลักษณะแปรปรวนและไม่คงที่
เรียกว่า เขตคลื่นไหวสะเทือนความเร็วต่ำ (Low velocity zone ) สาเหตุที่คลื่นไหวสะเทือนเพิ่มความเร็วอย่างแปรปรวนนั้นเกิดจากบริเวณนี้เป็นเขตที่หินเกิดการหลอมละลาย
และมีการเปลี่ยนแปลงของแร่ในระดับลึกอย่างไม่คงที่
3 เมโซสเฟียร์
เมโซสเฟียร์
(Mesosphere) คือชั้นของโลกที่คลื่นไหวสะเทือนทั้งคลื่นปฐมภูมิ
และคลื่นทุติยภูมิเดินทางด้วยความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างคงที่ดังภาพที่ 3.12 หลักจากที่ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างแปรปรวนในชั้นฐานธรณีภาค
ชั้นนี้มีความหนา 700 – 2900 กิโลเมตร
สาเหตุที่คลื่นไหวสะเทือนเพิ่มความเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นเนื่องจากเนื้อโลกในส่วนนี้มีความเป็นของแข็งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ตามระดับความลึก
4
แก่นชั้นโลกนอก
แก่นชั้นโลกนอก
(Outer core) คือชั้นของโลกที่เกิดการหายไปของคลื่นไหวสะเทือนทุติยภูมิ ส่วนคลื่นทุติยภูมิจะลดความเร็วลงอย่างฉับพลันและเริ่มเพิ่มความเร็วขึ้นใหม่อีกครั้งดังภาพที่
3.12
สาเหตุที่คลื่นทุติยภูมิหายไปในชั้นนี้เรื่องจากบริเวณนี้เป็นเหล็กหลอมละลาย
ชั้นของโลกชั้นนี้มีความหนาประมาณ 2900 – 5,150 กิโลเมตร
5 แก่นโลกชั้นใน
แก่นโลกชั้นใน
(Inner core) คือชั้นของโลกที่คลื่นไหวสะเทือนปฐมภูมิเพิ่มความเร็วขึ้นอย่างฉับพลันและไม่เกิดเปลี่ยนแปลงความเร็วตามความลึกอีกจนถึงใจกลางโลกดังภาพที่
3.12 บริเวณแก่นโลกชั้นในนี้เป็นเหล็กและนิกเกิลหลอมละลายแต่ถูกกดดันภายใต้แรงโน้มถ่วงของโลกจนมีสถานะเป็นของแข็ง
มีความหนา 5,150 – 6,371 กิโลเมตร
6. องค์ประกอบของโลกเมื่อแบ่งตามองค์ประกอบทางเคมี
นักธรณีวิทยาได้แบ่งชั้นของโลกโดยใช้องค์ประกอบทางเคมีออกเป็น
3 ส่วน ได้แก่ เปลือกโลก เนื้อโลก และแก่นโลก ดังภาพที่ 3.13
โดยมีรายละเอียดดังนี้
1 เปลือกโลก
เปลือกโลก
(Crust) คือชั้นที่อยู่นอกสุดมีลักษณะเป็นของแข็ง
แบ่งตามองค์ประกอบได้ 2 ประเภทคือส่วนเปลือกโลกที่เป็นทวีป
และเปลือกโลกที่เป็นมหาสมุทรมีรายละเอียดดังนี้
1.1 เปลือกโลกทวีป
เปลือกโลกทวีป
(Continental crust) มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นซิลิกอน อลูมิเนียม และออกซิเจน
บางครั้งจึงเรียกเปลือกโลกในส่วนนี้ว่า “ไซอัล” (SIAL) มาจาก
SI คือซิลิกา และ AL คือ อลูมิเนียม
จากองค์ประกอบของธาตุดังกล่าวทำให้หินส่วนใหญ่ที่พบในแผ่นเปลือกโลกส่วนนี้เป็นหินแกรนิต
ความหนาประมาณ 75 กิโลเมตร มีความหนาแน่นประมาณ 2,700 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร
1.2 เปลือกโลกมหาสมุทร (Oceanic crust)
เปลือกโลกมหาสมุทร
(Oceanic crust) มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นซิลิกอน เหล็ก แมกนีเซียม และออกซิเจน บางครั้งเรียกแผ่นเปลือกโลกส่วนนี้ว่า
“ไซมา” (SIMA) มาจาก SI คือซิลิกา และ MA
คือแมกนีเซียม จากองค์ประกอบของธาตุดังกล่าวนี้ทำให้หินส่วนใหญ่ที่พบเป็นหินบะซอลต์
แผ่นเปลือกโลกสมุทรจะมีความหนาน้อยกว่าแผ่นเปลือกโลกทวีป คือหนาประมาณ 8 กิโลเมตร
แต่มีความหนาแน่นมากกว่าคือ 3,000 kg/m3
2 เนื้อโลก
เนื้อโลก
(Mantle) คือชั้นของโลกที่อยู่ถัดจากเปลือกโลก
มีความหนาประมาณ 2900 กิโลเมตร คิดเป็น 82% ของปริมาตรของโลก และ 68% ของมวลโลก
เปลือกโลกในส่วนนี้ ประกอบด้วยธาตุ ประกอบด้วยซิลิกอน
ออกซิเจน เหล็ก และแมกนีเซียม บริเวณ 70-260 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นหินหลอมละลาย
แต่ถัดไปเป็นของแข็ง บริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลงสถานะจากหินหลอมละลายเป็นของแข็งเราเรียกว่า
ทรานซิชั่น (Transition) นอกจากนั้นยังมีความหนาแน่นไม่คงที่
บริเวณที่อยู่ใกล้เปลือกโลกมีความหนาแน่นประมาณ 3,200 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร
และเพิ่มขึ้นตามความลึกบริเวณที่ใกล้กับแก่นโลกอาจมีความหนาแน่นได้ 5,000
kg/m3
3 แก่นโลก
แก่นโลก
(Core) คือชั้นของโลกที่อยู่ในสุด
มีความหนาประมาณ 3,500 กิโลเมตร คิดเป็น 16% ของปริมาตรของโลก และ 32% ของมวลโลก
ความหนาแน่นสูงมาก โดยมีคามหนาแน่นเฉลี่ย 10,800 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร
องค์ประกอบของธาตุส่วนใหญ่เป็นเหล็ก กับนิกเกิล
แก่นโลกชั้นนอกแม้ว่าจะมีความหนาแน่นสูงมากแต่ไม่ใช่ของแข็งแต่มีลักษณะพลาสติคสามารถยืดหยุ่นได้ทำให้เกิดการหมุนวนของกระแสความร้อนเกิดเป็นสนามแม่เหล็กโลก
ส่วนแก่นโลกชั้นในเป็นของแข็งที่อยู่ในสภาพกดดันสูงทำให้มีความหนาแน่นสูงมาก
อุณหภูมิของแก่นโลกชั้นในนั้นอาจมีอุณหภูมิสูงถึง 4,000 องศาเซลเซียส

7. ดาวบริวารของโลก
7.1 ลักษณะทั่วไปของดวงจันทร์
ดวงจันทร์
หรือเดือน หรือจันทรา (Moon)
เป็นดาวบริวารของโลกเพียงหนึ่งเดียว มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 3,475
กิโลเมตร หรือมีขนาดประมาณ 0.272 เท่าของโลก ขนาดใหญ่เป็นลำดับที่ 5
ของดาวบริวารในระบบสุริยะ มีมวลประมาณ 73.5 × 1021 กิโลกรัม หรือไม่ถึง 2% ของมวลโลก
มีความหนาแน่นประมาณ 3,340 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร
แรงดึงดูดของดวงจันทร์มีน้อยกว่าโลกมาก คือมีค่าประมาณ 1.6 เมตร/วินาที2 หลุดพ้นน้อยกว่าโลกเล็กน้อยคือ 2.4
กิโลเมตร/วินาที มีระยะห่างจากโลกเฉลี่ยนับจากศูนย์ของแต่ละดวง 384,403 กิโลเมตร
7.2 กำเนิดของดวงจันทร์
จากการวิเคราะห์หินจากดวงจันทร์นักวิทยาศาสตร์พบว่าดวงจันทร์มีอายุประมาณ
4.5 พันล้านปี ใกล้เคียงกับอายุของโลก องค์ประกอบของหินบนดวงจันทร์นั้นหลายๆ
ส่วนมีลักษณะคล้ายกับหินองค์ประกอบที่พบในโลก นอกจากนั้นยังมีความแตกต่างทางเคมีของภูมิประเทศอย่างชัดเจนของส่วนต่างๆ
ดวงจันทร์มีทะเลแมกม่าแต่ไม่มีกระบวนการธรณีแปรสัณฐาน หลักฐานนี้แสดงว่าพลังงานในการหลอมเปลือกผิวดวงจันทร์ต้องมาจากภายนอก
สมมุติฐานที่เป็นไปได้ที่สุดคือเกิดจากการชนครั้งใหญ่ของดาวเคราะห์น้อย
ปัจจุบันทฤษฎีการกำเนิดของดวงจันทร์ที่เป็นไปได้ที่สุดกล่าวว่า
ดวงจันทร์เคยเป็นส่วนหนึ่งของเปลือกโลกมาก่อน
จากนั้นได้มีดาวเคราะห์น้อยโคจรเข้ามาและถูกดูดเข้ามาโดยแรงดึงดูดของโลกทำให้เกิดการพุ่งชนครั้งใหญ่ แรงจากการปะทะทำให้ส่วนหนึ่งของดาวเคราะห์น้อยถูกดึงดูดเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโลก
ในขณะที่เปลือกของโลกส่วนที่หลุดออกไปทำให้เกิดมหาสมุทร
และรวมตัวในวงโคจรโลกก่อนจะหลอมรวมกลายเป็นดวงจันทร์ในเวลาต่อมาดังภาพ

คลิ๊กเลยจ้าา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น